ในอดีตประเทศไทยมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์มาก ในการทําไม้และนําไม้ออกจากพื้นที่ป่าจะทําในรูปแบบสัมปทานป่าไม้ ในช่วงแรกรัฐจะให้สัมปทานทําไม้แก่ชาวต่างชาติ ซึ่งมีความรู้ด้านการทําไม้ จนถึงปี พ.ศ. 2455 Mr.W.F.Lloyd เจ้ากรมป่าไม้ ขณะนั้น พิจารณาเห็นว่ารัฐบาลควรจะทําไม้สักออกจากป่าและทําการค้าไม้สักเองบ้าง เพื่อฝึกฝนพนักงานและเพิ่มพูนความรู้ ด้านการทําไม้จะได้ควบคุมการทําไม้ของประชาชนและบริษัทต่างชาติได้ กรมป่าไม้จึงเริ่มทําไม้ออกเองที่ สวนป่าแม่แฮด จังหวัดแพร่ เป็นแห่งแรก และได้ขยายการทําไม้ไปยังป่าอื่นๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2476 ได้ตั้ง “กองทําไม้” ขึ้นเป็นหน่วยงาน ส่วนกลางสังกัดกรมป่าไม้ แต่ในการดําเนินงานของกองทําไม้มีข้อจํากัดด้วยกฎระเบียบของทางราชการทําให้ขาดความคล่องตัว คณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นจึงได้มีมติจัดตั้ง “องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้” ขึ้น เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2490 โดยเป็นหน่วยงาน ในสังกัดกรมป่าไม้

ต่อมา รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ. 2499 กําหนดให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา ปี พ.ศ. 2517 พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2542 ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ฉบับที่ 5) วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ให้โอนองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ไปเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2559 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ฉบับที่ 6) วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559 แก้ไขเพิ่มเติม ในวัตถุประสงค์ ในการจัดตั้ง ข้อ 5 โดยพระราชกฤษฎีกาได้กําหนดวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งไว้ 6 ประการ ดังนี้

(1) อํานวยบริการแก่รัฐ และประชาชนในอุตสาหกรรมป่าไม้

(2) ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมป่าไม้ เช่น เกี่ยวกับการทําไม้และเก็บหาของป่า แปรรูปไม้ การทําไม้ อัด อบไม้ อัดน้ำยาไม้ กลั่นไม้ และประดิษฐ์หรือผลิตวัตถุหรือสิ่งของจากไม้และของป่า และธุรกิจที่ต่อเนื่องคล้ายคลึงกัน รวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นใดที่เกี่ยวด้วยไม้หรือของป่า

(3) ปลูกสร้างสวนป่าคุ้มครองรักษาป่าไม้ และบูรณะป่าไม้เพื่อประโยชน์แก่การป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นการดําเนินการ เองหรือเป็นการดําเนินการเพื่อช่วยเหลือรัฐ

(4) วิจัย ค้นคว้า และทดลองเกี่ยวกับผลิตผลและผลิตภัณฑ์ในด้านอุตสาหกรรมป่าไม้

(5) ดําเนินกิจการเกี่ยวกับการเผยแพร่ความรู้ การปลูกฝังทัศนคติและความสํานึกในการคุ้มครองดูแลรักษาบูรณะ และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งการอนุรักษ์และบริบาลช้างเลี้ยงของไทย ตลอดจนดําเนินการกิจการ เกี่ยวกับการจัดหาที่พัก การอํานวยความสะดวกหรือการให้บริการในกิจการที่เกี่ยวกับการทัศนาจรหรือกิจการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่ การดําเนินการดังกล่าว

(6) ดําเนินธุรกิจ หรือกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือเพื่อประโยชน์แก่กิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

ที่มา : รายงานประจำปี 2561